ตํานานคําสาป วิหารโครงกระดูก 5000 คน

Capela dos Ossos หรือ วิหารโครงกระดูก เป็นโบสถ์ที่ตั้งอยู่ในเอโวรา ในตอนใต้ของโปรตุเกส โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 และเป็นส่วนหนึ่งของ Igreja Real de São Francisco โบสถ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย Franciscans ผนังภายในตกแต่งด้วยกระดูกมนุษย์ดังตามชื่อของมัน Capela dos Ossos เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่รู้จักกันดี ในปัจจุบันนี้มันกลายเป็นที่นิยมมากที่สุดในเมือง Évora

ประวัติศาสตร์ของ Capela dos Ossos เริ่มต้นขึ้นในศตวรรษที่ 16 ในช่วงเวลาดังกล่าวมีสุสานมากกว่า 43 แห่งใน Évora นั่นหมายความว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมือง ถูกใช้ไปกับการฝังศพผู้คนมากมาย แทนที่จะนำไปใช้สำหรับกิจกรรมที่มีประสิทธิผลมากกว่า เช่น การเกษตร การก่อสร้างอาคาร เมื่อถึงจุดหนึ่งก็มีการตัดสินใจแล้วว่า สุสานเหล่านี้ควรถูกทำลายลงเสียที เพื่อนำพื้นที่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับเมืองมากยิ่งขึ้น ทำให้นักบวชฟรานซิสที่อาศัยอยู่ในเวลานั้น ตัดสินใจที่จะเก็บกระดูกของผู้ตาย และให้พวกเขาฝังในสถานที่ต่างๆ เพื่อที่วิญญาณของพวกเขาได้อยู่อย่างสงบ

เบื้องหลังการสร้างวิหารโครงกระดูก และคำสาปที่น่าสะพรึง

ในบางวัฒนธรรมการฝังศพสองครั้งเป็นเรื่องธรรมดา แทนที่พวกเขาจะฝังศพในดิน นักบวชฟรานซิสได้ตัดสินใจทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ในช่วงศตวรรษที่ 16 การต่อต้านการปฏิรูปกำลังดำเนินไปดุเดือด และศาสนาต่างๆ ก็มีบทบาทสำคัญอย่างมาก นักบวชเหล่านี้ตัดสินใจที่นำกระดูกมาประดับในโบสถ์ เพื่อหวังว่าจะกระตุ้นให้ผู้มาเยี่ยมชมโบสถ์แห่งนี้มากขึ้น รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอ และความเปราะบางของชีวิตมนุษย์ รวมถึงการสื่อว่า ความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

การแบบนี้ของ Capela dos Ossos ได้แรงบันดาลใจจาก San Bernardino alle Ossa เป็นโบสถ์ในเมืองมิลาน โดยสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยโครงกระดูกมากมาย คาดว่ามีประมาณ 5,000 ศพถูกขุดขึ้นมาเพื่อใช้ในงานนี้โดยเฉพาะ ตามตำนานแล้วนั้น กระดูกเหล่านี้เคยเป็นของทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบครั้งใหญ่ หรือตกเป็นเหยื่อของโรคระบาด อย่างไรก็ตามความจริงแล้ว กระดูกเหล่านี้ก็มาจากคนธรรมดาทั่วไป ที่ถูกฝังในสุสานสมัยกลางของ Évora

เรื่องน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของวิหารแห่งนี้ คือโครงกระดูกของชายทั้ง 2 หนึ่งในนั้นเป็นผู้ใหญ่ และอีกคนหนึ่งเป็นของเด็ก ซึ่งถูกแขวนไว้อยู่บนกำแพงของวิหารด้วยเชือก มีเรื่องราวตำนานกล่าวถึงสองบุคคลนี้เอาไว้ว่า ศพทั้งสองเป็นของผู้หญิงกับลูกของเธอ ที่ถูกสาปโดยผู้มีอำนาจในยุคสมัยก่อน ศพของพวกเขาถูกปฏิเสธไม่ให้ฝังในสุสานของเมือง ในที่สุดก็ได้ถูกส่งมาที่วิหารแห่งนี้  ตามอีกเรื่องหนึ่งศพผู้ใหญ่เป็นของชายที่เป็นชู้ กับเด็กที่เป็นลูกชาย ซึ่งทั้งคู่ถูกสาปโดยภรรยาที่โกรธแค้น

ขอมโบราณ

korm ย้อนตำนานวัฒนธรรมโบราณของบรรพบุรุษเก่าแก่แห่งอุษาคเนย์ นั่นคือ ขอม ที่เป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในภูมิภาคอุษาคเนย์(เอเชียอาคเนย์)ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน มีมรดกที่สำคัญๆ มากมาย และมรดกสำคัญที่สุดของอาณาจักรขอมคือ นครวัด นครธม ซึ่งเคยเป็นนครหลวงเมื่อครั้งที่อาณาจักขอมเจริญรุ่งเรืองจนถึงขีดสุดและลัทธิความเชื่ออีกมากมายโดย ศาสนาหลักของประเทศขอมคือ ศาสนาฮินดู พุทธ ศาสนา

ต้นกำเนิดของขอมยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าตามประวัติศาสตร์แล้ว ขอมนั้นมีถิ่นฐานอยู่ที่ใดกันแน่นักวิชาการบางท่านว่า อยู่มาเลเซียตอนใต้ ส่วนบางท่านบอกว่ามาจากประเทศจีนตอนล่างน่าจะเกี่ยวข้องกับเผ่าไทของจีน

แต่สิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ในยุคสมัยนั้นคือ ปราสาท ขอมประเทศมีปราสาทมากมายไม่ว่าจะ ปราสาทนครธม ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทนครวัด ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทพนมรุ้ง ฯลฯ เนื่องจากขอมได้ยกย่องกษัตริย์เป็นดั่งเทพเจ้า เมื่อสวรรคต ดวงวิญญาณจะไปหลอมรวมกับเทพเจ้าจึงสร้างปราสาทไว้ให้เป็นที่สถิตเพื่อเคารพบูชาพระองค์และเทพเจ้า ดังนั้นจึงเกิดปราสาทมากมายในขอมประเทศ ซึ่งสุดยอด สถาปัตยกรรมของขอมนั้น คงหนีไม่พ้น ปราสาทนครวัด ปราสาทหินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นโบราณสถานที่ทรงคุณค่าและเก่าแก่ที่สุดในกัมพูชา ทั้งยังเป็นเทวสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีหินทรายเป็นวัสดุ สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ขนาดใหญ่ ถึง 2 แสนตารางเมตร สูง 65 เมตร ยาว 100 เมตร กว้าง 80 เมตร คูน้ำกว้าง 200 เมตร จากหลักฐานต่างๆ สันนิษฐานว่าเพื่อเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรหรือไม่ก็เพื่ออุทิศถวายแด่พระวิษณุ(พระนารายณ์)เนื่องจากหันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศแห่งความตาย

แต่อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์สรุปตรงกันคือ ปราสาทนครวัดสร้างขึ้นด้วยคติจักรวาล มีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางจักรวาลเมื่อเราเดินทางเข้าปกติจะคล้ายกับว่าเราเดินทางจากโลกมนุษย์ไปสู่สวรรค์ ทั้งหมดนี้ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของขอมในประวัติศาสตร์ ว่าเกรียงไกรขนาดไหน

มหานครที่รุ่งเรืองในอดีตกับการหายไป

atlantis2ยังคงมีเรื่องราวที่ได้เล่าขานนานมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ของมหานครลึกลับโบราณ ที่พยายามค้นหาคำตอบของคนทั้งโลก ที่ยังคงเวียนว่ายอยู่ในความทรงจำ มีการถามถึงอยู่อย่างต่อเนื่องถึงการล่มสลายของอาณาจักรโบราณแห่งนี้ คงจะพอคาดเดากันได้แล้วใช่ไหมว่ามหานครลึกลับที่กล่าวถึงนี้คืออะไร สถานที่แห่งนั้นคือ แอตแลนติส

มีการพูดกล่าวถึงอยู่กันบ่อยๆ ว่าถึงตำนานลึกลับ จากนักปรัชญาชาวกรีก ที่มีผลต่ออย่างสูงกับความคิดทางด้านนี้ ที่ว่ากันว่า อาณาจักรแห่งนี้อยู่บนมหาสมุทรแอตแลนติส เมืองนี้เปี่ยมไปด้วยผู้คนที่ทรงคุณธรรม มีความฉลาดที่เหนือล้ำ นำหน้าด้วยเทคโนโลยีขั้นที่สูงส่งมาก กำแพงเมืองก่อสร้างด้วยทองคำ และสิ่งปลูกสร้างทำจากแร่เงิน มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สถานที่อำนวยความสะดวกมากมาย เป็นอาณาจักรที่ มีอารยธรรมรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด (คิดว่าน่าจะสูงสุดที่คิดได้แล้วละ) ผู้ที่กล่าวถึงเรื่องนี้คือนักปรัชญาที่ชื่อ เพลโต กล่าวถึงอาณาจักรที่รุ่งเรืองและล่มสลายจากคลื่นยักษ์ ที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง ให้จมหายไปราวกับไม่เคยมีมันเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ หลายๆ ความคิดเห็นกล่าวว่านี่อาจจะเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันที่แต่งเติมด้วยจินตนาการของ เพลโต แต่ก็ยังมีผู้คนที่เชื่อกับตำนานที่เพลโตได้กล่าว ผู้ที่มีศรัทธาในหัวใจจะเข้าถึงมหานครนี้ได้ ช่วงเวลาที่แอตแลนติสล่มสลาย คือประมาณ 12,000 ปีก่อนซึ่งตอนนั้นโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงเปลือกโลกครั้งสุดท้าย สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่ง คือ ชาวแอตแลนติสสามารถผลิตพลังงานที่มหาศาลรวบรวมไว้ด้วยซึ่งพลังงานธรรมชาติทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกและจักรวาล

ทั้งยังมีบันทึกจากนักบวชชาวอียิปต์เล่าให้ชาวกรีก ฟัง ถึงบันทึกอันเก่าแก่ ว่า เกาะแอตแลนติสปกครองด้วยตระกูลกษัตริย์สูงส่งที่ทรงอำนาจ บ้างก็บอกว่าเป็นเชื้อสายมาจากเทพโพเซดอน ปฐมกษัตริย์พระองค์แรก ชื่อ แอตลาส จากวันเวลาที่ผ่านไปเนินนานทำให้ คนในนครแอตแลนติส ลุ่มหลงในเงินทอง และอำนาจ ทวยเทพเห็นว่ามหานครนี้ได้เสื่อมทรามลงจึงทำการลงโทษให้เกิดแผ่นดินไหวและน้ำท่วมกลืนกินมหานครแอตแลนติสลงก้นทะเลจนถึงทุกวันนี้

โบราณสถานที่ยิ่งใหญ่ในอดีต

Partenal                หากกล่าวถึงความยิ่งใหญ่และเฟื่องฟูในอดีตคงจะมีอยู่ในใจเพียงไม่กี่สถานที่เท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ดูทรงพลังและเป็นมนต์ขลัง คงจะหนีไม่พ้น วิหารพาร์เทนอล ซึ่งวิหารนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อของชาวกรีก หรือพูดง่ายๆว่าตำนานของชาวกรีกนั่นเองโดยตั้งชื่อ กรุง Athensมาจากชื่อของเทพีอาเทน่า (เทพีแห่งปัญญา)ที่เนรมิตต้นมะกอก ขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์และเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ (มะกอกยังเป็นผลไม้เศรษฐกิจอีกด้วย) ทำให้ ชาวกรีกนับถือเทพีอาเทน่าเป็นอย่างมาก (นึกถึงเรื่องเซนต์เซย่าเลย)จึงได้มีการสร้างมหาวิหารพาร์เทนอลขึ้น เพื่อถวายแก่เทพีอาเทน่า ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า พาร์เทนอล ยังหมายถึง ห้องแห่งเทพีพรหมจารีย์ (ให้เกียรติกันสุดๆ)

แล้วพาร์เทนอลจะเกิดขึ้นได้อย่างไรหากปราศจาก เพริคลีส ผู้นำที่เข้มแข็งที่สุดในยุคนั้น วิหารพาร์แทนอลมีอายุที่ยาวนาน มากกว่า 2600 ปี ถูกสร้างขึ้นจากหินอ่อนทั้งหลัง กว้าง 101.4ฟุต ยาว 228.0ฟุตสูง 34.1ฟุต ด้านหน้า จะมีเสา 8 ต้น และด้านข้างมีเสาด้านละ 17 ต้น และมี รูปปั้น เทพีอาเทน่าประดิษฐานอยู่ภายใน สูงประมาณ 12 เมตร

แต่ว่าทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ถ้าหากเราลองสังเกต การเปลี่ยนแปลงของวิหารพาร์เทนอลที่เกิดขึ้น คือ วิหารนี้ได้กลายเป็นโบสถ์ของชาวคริสเตียนและเป็นสุเหร่าของชาวอิสลาม ทำให้มหาวิหารนี้มีมากมายหลายวัฒนธรรมและศาสนาขึ้นอยู่กับความเป็นใหญ่ของผู้ที่ครอบครองอาณาจักรในขณะนั้น เป็นโบราณสถานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก ถ้าหากว่าคุณมีโอกาสที่จะได้เดินทางไปประเทศ กรีซ ก็ควรจะลองไปวิหารพาร์เทนอลดูสักครั้ง เพื่อที่จะพบกับความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ ว่าคนยุคสมัยนั้นสร้างประติมากรรมแบบนี้ได้อย่างไร โดยที่ไม่มีเครื่องมือช่วยอำนวยความสะดวกเหมือนในสมัยนี้