ประวัติของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าคือศาสดาของพระพุทธศาสนา คนบนโลกใบนี้หากใครก็ตามนับถือศาสนาพุทธก็จะต้องนับถือพระพุทธเจ้าด้วยเช่นกัน ซึ่งประวัติของพระองค์ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย ลองมาทำการศึกษารายละเอียดให้เข้าใจกันแต่ละช่วงเวลาว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ประสูติพระพุทธเจ้า

ค่ำคืนวันที่พระองค์เสด็จปฏิสนธิในครรภ์ของพระนางสิริมหามายา พระนางได้ทรงนิมิตสุบินว่า มีช้างเผือกงาสามคู่เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ แท่นบรรทม ก่อนจะมีพระประสูติกาล ใต้ต้นสาละ สวนลุมพินีวัน วันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช ทันทีที่พระองค์ได้ประสูติออกมาได้มีพระนามเดิมว่าสิทธัตถะ พร้อมทั้งเดินบนดอกบัวทั้งหมด 7 ก้าว มีการเปล่งวาจาตรัสว่า เราเป็นเลิศสุดในโลก ประเสริฐสุดในโลก การเกิดครั้งนี้คือครั้งสุดท้ายของเรา หลังประสูติกาลได้ 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคต ทำให้เจ้าชาจสิทธัตถะถูกเลี้ยงดูโดยพระนางประชาบดีโคตมี พระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา มีพราหมณ์ได้ทำนายว่า หากเป็นฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิอันยิ่งใหญ่แต่ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก

ชีวิตวัยเยาว์

เจ้าชายสิทธัตถะได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาต่างๆ ทั้งหมด 18 ศาสตร์ พร้อมกันนี้พระบิดาไม่ต้องการให้เป็นศาสดาเอกจึงพยายามทำให้เจ้าชายมีความสุขพร้อมให้ราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ พออายุได้ 16 ปีทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพาหรือพะรนางยโสธรา มีบุตร 1 พระองค์นามว่า ราหุล

ทรงออกผนวช

วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อหน่ายในชีวิตปกติพระองค์ชวนสารถีทรงรถม้าประพาสยังอุทยานทรงได้เห็นคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย และนักบวช ทำให้พระองค์คิดว่าวิธีการจะละพ้นจากความทุกข์คือการครองเพศสมณะ ทำให้พระองค์ทรงออกบรรพชา เมื่อพระชนม์มายุ 29 พรรษา เมื่อพระองค์ไดทรงผนวชแล้วก็มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำคยา แคว้นมคธ พยายามเสาะแสวงหาวิธีการพ้นทุกข์ ได้เข้าศึกษาสำนักต่างๆ แต่เมื่อศึกษาแล้วก็ยังไม่พบว่านี่คือทางพ้นทุกข์ พระองค์จึงเสด็จไปยังแม่น้ำเนรัญชรา ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาแต่ก็ยังไม่พบว่านี่คือหนทางพ้นทุกข์ บรรดาปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ก็เสื่อมศรัทธาและเดินทางกลับ

ทรงตรัสรู้และเผยแพร่คำสอน

พระองค์ได้นั่งสมาธิใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมืองพาราณสี จนในที่สุดพระองค์ก็ทรงตรัสรู้ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะมีพระชนม์ 35 พรรษา พระองค์ได้ทรงออกแสดงธรรมเทศนาเรื่องการพ้นทุกข์ให้กับคนรอบตัวและผู้อื่นจนเกิดความเลื่อมใส

เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นไม้ใหญ่สาละ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนม์ทั้งสิ้น 80 พรรษา และหลังจากพระองค์ดับขันธปรินิพพานก็ถือเป็นการเริ่มต้นของพุทธศักราช

ประวัติของจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire)

ในอดีตเมื่อพูดถึงดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีอารยธรรมจนทำให้คนยุคนี้สามารถศึกษาประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของมนุษย์ยุคก่อนได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นคงหนีไม่พ้นจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ดินแดนซึ่งบอกได้ว่ามีความน่าสนใจในหลายมุมมอง มีประวัติศาสตร์แสนยาวนาน ถือว่านี่คือความน่าสนใจที่นักประวัติศาสตร์นิยมศึกษาและทำความเข้าใจกันอย่างมากเลยก็ว่าได้สำหรับดินแดนแห่งนี้

เรียนรู้ประวัติของจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire)

ชาวเปอร์เซียจัดเป็นชาวอินโดอารยันกลุ่มหนึ่งถิ่นกำเนิดในปัจจุบันก็คือประเทศอิหร่าน มีการก่อสร้างบ้านเรือนบริเวณดังกล่าวขึ้นมาจนกลายเป็นอาณาจักร มีปฐมกษัตริย์นามว่า อาเคมีเนส แห่งราชวงศ์อาเคเมนิค กระทั่งถึงสมัยพระเจ้าไซรัส เปอร์เซียได้ทำสงครามกับอาณาจักรลิเดียแห่งพระเจ้าคริซุสอันถือได้ว่าเป็นอาณาจักรร่ำรวย มั่งคั่ง เข้มแข็ง แต่พวกเขาก็สามารถเอาชนะอาณาจักรลิเดียได้นั่นคือจุดเริ่มต้นอันแท้จริงแห่งความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) หลังเอาชนะอาณาจักรลิเดียได้พระเจ้าไซรัสก็ได้แผ่ขยายอำนาจการปกครองไปยังดินแดนต่างๆ รอบข้างกระทั่งยึดกรุงบาบิโลนได้สำเร็จในปี 539 ก่อนคริสตกาล ส่งผลให้พระองค์สามารถครองพื้นที่บริเวณเมโสโปเตเมียได้ทั้งหมด จากนั้นได้เข้ายึดครองพื้นที่อียิปต์ส่งให้จักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ก้าวขึ้นสูจุดสูงสุดและพระเจ้าไซรัสเองได้รับการขนานนามให้เป็น มหาราช ศูนย์กลางของจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ในอดีตพื้นที่ปัจจุบันคือประเทศอิหร่าน แต่เดิมเมืองหลวงของอาณาจักรแห่งนี้มีชื่อว่า กรุงเอคบาทานา แต่พอพระเจ้าไซรัสได้ขึ้นครองราชย์มีการสร้างเมืองใหม่ที่ เปอร์ซีโปลิส ก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครองล่วงไปถึงรัชกาลของพระเจ้าดาริอุสที่หนึ่ง พระองค์ได้ทรงสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ขึ้นมาชื่อว่า นครสุสา ชาวเปอร์เซียทั่วไปนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ถือเป็นศาสนาประจำอาณาจักร ยืดเอาคัมภีร์อาเวสตา เป็นคัมภีร์อันมีความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลแบ่งออกเป็นฝ่ายดีและชั่ว มีเทพเจ้าแห่งความดีชื่อ อหุรมัสดา เป็นเทพสูงสุด และมีอัครทูตพร้อมเทวทูตจำนวนมากเป็นบริวาร

ในช่วงเวลาดังกล่าวต้องยอมรับว่าจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ถือเป็นอาณาจักรที่มีประวัติศาสตร์ อารยะธรรมเจริญรุ่งเรืองมาก มีการสร้างเขื่อน ฝาย รางส่งน้ำ เพื่อใช้สำหรับการเพาะปลูก มีระบบชลประทานใต้ดินเรียกว่า คานัต ใช้สำหรับส่งระบบน้ำเข้าสู่เมือง ด้านสถาปัตยกรรมก็มีความโดดเด่นเรื่องการสร้างพระราชวัง การนำเอาศิลปะต่างๆ มาผสมผสานอย่างลงตัว ด้านการทหารมีการพัฒนาจนก้าวไกลเกินหน้าดินแดนอื่นๆ และเป็นกองทัพที่ดีที่สุดในยุคนั้นเลยทีเดียว ถือว่านี่คืออาณาจักรแห่งประวัติศาสตร์ที่คนในยุคนี้ยังต้องศึกษาหลายด้านในความน่าสนใจ

หญิงสาวที่มีคดีทารุณกรรมทางเพศที่เลวร้ายที่สุดในโลกเป็นใคร

murder  ในปี 1990 มีเหตุการณ์ของคดีความทารุณกรรมทางเพศที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเกิดขึ้น  เมื่อมีครอบครัวหนึ่งสร้างเหตุการณ์สะเทือนขวัญให้กับคนทั้งโลก ผู้หญิงคนหนึ่งมีชื่อว่า โรสแมรี่ และมีแฟนหนุ่ม ชื่อ เฟร็ด  ถูกจับกุมหลังจากก่อเหตุฆ่าลูกสาวตัวเองและซ่อนศพเอาไว้ภายในบ้าน เหตุการณ์ไม่เป็นแค่เช่นนั้นภายหลังที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวทั้งคู่แล้ว ยังพบศพอีกมากมายที่ถูกซ่อนภายในบ้าน สองคนสามีภรรยาคู่นี้มีจิตวิปริตไม่ปกติเลย ทั้ง 2 คน ล่อลวงหญิงสาวมากมายมาข่มขืน ทารุณกรรมทางเพศแบบผิดมนุษย์ และจุดจบของผู้หญิงทุกคนก็คือฆ่าทิ้ง และยังหั่นศพแยกชิ้นส่วนศพออก แต่เรื่องราวที่โหดร้ายที่สุดในคดีนี้ คือ  โรส และ เฟร็ด ได้ร่วมกันฆ่าลูกสาวคนโตทิ้ง เพราะเนื่องจากลูกสาวของพวกเขานำความลับนี้ไปเล่าหรือบอกต่อให้เพื่อนๆ ของเธอฟัง ในการก่อคดีสะเทือนขวัญครั้งนี้ ถูกจับได้เนื่องจากลูกสาวของเธอได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย เพื่อนบ้านเป็นคนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจกับเรื่องราวประหลาดๆ   เพราะสังเกตได้ว่า ลูกสาวของเธออยู่ดีดีก็หายตัวไป  และเมื่อสอบถามจากโรสและเฟร็ดทั้ง 2 คน ก็บอกว่าลูกสาวของพวกเขาได้หนีออกบ้าน แถมพูดกับทุกคนว่าลูกสาวเป็นเลสเบี้ยน แต่เพื่อนบ้านไม่มีใครเชื่ออย่างที่พวกเขาเล่ามาเลย จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำตรวจเพื่อตรวจค้น ภายในบ้าน แต่สิ่งที่น่าตกใจมากที่สุดคือ เมื่อยิ่งค้นหายิ่งพบเจอศพอยุ่ภายในบ้านไม่ต่ำกว่า 10 ศพ แต่โรสก็ไม่ได้ให้การใดๆ ทั้งสิ้น ส่วน เฟร็ด นั้น ให้การรับสารภาพหมดเปลือกรวมไปจนถึงเรื่องฆ่าลูกสาวตัวเองด้วย เนื่องจากตอนที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นภายในบ้านพบศพของลูกสาวที่ถูกหั่นและแยกชิ้นส่วนรวมปะปนอยู่กับศพอื่นๆ อีกด้วย ต่อมาไม่นานหลังจากที่สารภาพผิดได้ไม่นาน เฟร็ด ผูกคอตาย ส่วน โรส ไม่มีทีท่าจะสำนึกผิดแต่อย่างใด และยังคงใช้ชีวิตตามปกติ จนศาลตัดสินให้โรสจำคุกตลอดชีวิต คดีนี้โด่งดังอย่างมาก มีการณ์นำมาเขียนและพูดถึงใหม่เกือบทุกปีนับว่าเรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนจิตใจคนอ่านไม่น้อยเลยทีเดียว

รู้หรือไม่ว่าฆาตกรที่น่ารักที่สุดในโลกคือใคร

Nut Fujitsu                 เรื่องราวของฆาตกรตัวน้อยเธอได้รัยฉายาและขึ้นอยู่ในประวัติสตร์โลกว่า ฆาตกรที่น่ารักที่สุดในโลกและที่มาของคำนี่ก็คือ เสื้อของฆาตกรนั้นเอง เด็กหญิงนัทสึมิ ซึมิ อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องราวสะเทือนขวัญคนทั้งโลกนี้ เกิดขึ้นที่ เมืองซาเซโบ นางาซกิ ในประเทศญี่ปุ่น มีการฆาตกรรมสะเทือนขวัญเกิดขึ้น และยังเป็นคดีที่โด่งดังอย่างมากเป็นประวัติศาสตร์ของโลกเลย เนื่องจาก นัทสึมิ ได้ก่อเหตุน่ากลัวขึ้นคือ ฆ่าเพื่อนร่วมชั้นกับเธอและเป็นเพื่อนคนเดียวที่เธอสนิทและคบหาด้วย นัทสึมิเป็นเด็กเงียบ และไม่ยุ่งหรือไปสุงสิงกับใครมากนัก แต่ค่อยข้างที่จะมีอารมณ์โมโหรุนแรง ก้าวร้าว แต่ที่น่าแปลกคือ นัทสึมิ เป็นเด็กที่มีไอคิวสูงถึง 140 ซึ่งนับว่าเข้าข่ายเด็กอัจฉริยะเลย ผลการเรียนของเธอก็ไม่แย่ วันที่ 27/05/2004 นัทสึมิ ได้ทะเลาะกับเพื่อนสนิมของเขาที่มีชื่อว่า ซาโตมิ เรื่องที่ทั้ง 2 คนทะเลาะกันนั้น เป็นเพราะคำพูดเพียงแค่ว่า “หนัก” ที่ซาโตมิไปคอมเม้นท์แซว นัทสึมิ ในบอร์ดไดอารี่ของ นัทสึมิ จึงเป็นเหตุที่ทำให้ นัทสึมิ โกรธเคืองและไม่พอใจเพราะ นัทสึมิ ถือว่าเป็นคำหยาบคาย และนี่คือสิ่งที่จุดประเด็นเบื้องต้นที่ทำให้แค้นและมีความคิดที่อยากจะฆ่า ซาโตมิ วันที่ 28/05/2004 นัทสึมิได้เขียนวิธีการฆ่าขึ้นมา 3 แบบเพื่ออ่านการฆ่าที่ นัทสึมิ เขียนในไดอารี่นั้นมี มีดคัตเตอร์ ที่เจาะน้ำแข็ง หรือจะบีบคอ ต่อด้วยประโยคที่เขียนว่า “วันนี้จะฆ่ามันแต่ทำไมได้ …” และในวันต่อมาคือ 29/05/2004 นัทสึมิ ได้คุยกับ ซาโตมิ ในบอร์ดไดอารี่เพื่อบอกว่าให้ยอมขอโทษเธอสะแต่ ซาโตมิ กลับไม่ยอมขอโทษแถมยังมาคอมเม้นท์ในบอร์ดของ นัทสึมิ ว่า “อวดเก่ง” นัทสึมิ พยายามลบอยู่หลายครั้งแต่ ซาโตมิ ก็ยังมาทำใหม่ทำให้ นัทสึมิ โกรธแค้นอย่างมากและได้พูดคำสุดท้ายว่า “แกหายไปจากโลกสะเถอะ..” วันที่ 31/05/2004 เป็นวันสุดท้ายที่เธอเขียนไดอารี่วันสุดท้ายว่า “วันพรุ่งนี้ฉันจะฆ่ามันด้วยมีดคัตเตอร์..” วันสุดท้ายคือวันที่ 1/6 /2004 นัทสึมิ ได้เรียก ซาโตมิ ไปคุยในห้องเรียนโล่งๆ ห้องหนึ่งและบอกกับ ซาโตมิ ให้นั่งลงบนเก้าอี้ ซาโตมิ ไม่ได้กลัวเพราะไม่คิดว่า นัทสึมิ จะกล้าทำจึงนั่งลงจากนั้น นัทสึมิ ได้เอามือปิดตา ซาโตมิ และเชือดคอจนหลอดลมขาดเธอยืนรอดู ซาโตมิ อยู่ประมาณ 15 นาทีและเห็นว่าตายแล้วเธอก็เดินออกไป เมื่อครูและเพื่อนๆ คนอื่นเห็นเลือดที่เต็มเสื้อผ้าของ นัทสึมิ ก็ตกใจพากันถ่ายรูป นัทสึมิ เธอหันไปยิ้มให้กล้องโยไม่มีที่ท่าตกใจเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวของ นัทสึมิ ถูกนำไปทำเป็นการ์ตูน เกมคอมพิวเตอร์ และยังมีนักร้องที่นำคำว่า NEVADA ไปตั้งชื่อวงอีกด้วย และที่มาของคำว่า NEVADA มาจากตัวอักษรที่เสื้อของ นัทสึมิ เป็นเสื้อที่ใส่ก่อเหตุนั้นเอง

ผู้หญิงที่ก่อคดีฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมที่สุดในโลก

คดีประวัติศาสตร์นี้ ได้เกิดจากการฆาตกรรมโดยใช้วิธีที่โหดร้ายมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลกเลยก็ว่าได้ ฆาตกรนั้นถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรจิตวิปริต ฆ่าด้วยการถลกหนังของเหยื่อออก ฆาตกรรายนี้เป็นผู้หญิงเธอมีชื่อว่า แคทเธอรีน เธอมีอายุ 56 ปี ข้อกล่าวหาของเธอคือ จิตวิปริตและฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แคทเธอรีนนั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมภายในสถานที่เกิดเหตุ แคทเธอรีนเธอถูกควบคุมตัวอยู่ที่ ทัณฑสถานหญิงมูลค่าในเมืองนิวเซาท์เวลล์ แต่ระหว่างที่เธอโดนจับกุมนั้นเธอก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เพราะเธอพยายามสู้คดีมาโดยตลอด แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เป็นผลดีกับเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว แคทเธอรีน นั้นได้เคยมีสามีมาทั้งหมด 3 คน สามี 2 คนแรกของ แคทเธอรีน ได้หย่าร้างเลิกรากันไปเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งสาเหตุที่เลิกกับอดีตสามีทั้ง 2 คน นั้น คือ เพราะ แคทเธอรีนมีอารมณ์ที่รุนแรงมาก ชอบทะเลาะและลงไม้ลงมือกันมาตลอด สามีคนที่ 2 ของเธอเล่าว่าครั้งสุดท้ายที่เธอกับเขาทะเลาะกันแคทเธอรีน Katherine Knight นำมีดทำอาหารมาจ่อคอของเขาด้วย เพื่อนบ้านในละแวกนั้นก็บอกว่าเธอทะเลาะกับ สามีคนปัจจุบันของเธอบ่อยครั้งและเหมือนว่าสามีของเธอพยายามบอกเลิกกับเธอ แต่เธอไม่ยอมและตามตื้อและง้ออยู่เป็นเวลาซักพักใหญ่ แต่สามีของเธอไม่อยากอยู่กับเธอแล้วแต่ยังมามีเพศสัมพันธ์กันอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่ง แคทเธอรีน เกิดคิดขึ้นมาว่าเธอเหมือนตัวตลก เหมือนถูกหลอก เธอจึงตัดสินใจแทงสามีของเธอ 37 แผล หลังจากที่กระหน่ำแทงด้วยความแค้นแล้ว แคทเธอรีน ก็ถลกหนังของสามีเธอไปแควนกับประตูที่ห้องนั่งเล่น และตัดหัวไปทำน้ำซุป เตรียมจัดอาหารให้กับลูกเลี้ยงของเธอ เมื่อเตรียมอาหารแล้วเธอออกไปกดเงินของเธอและซื้อเหมือนกับว่าจะกำลังจัดงานเลี้ยง กลับมาถึงบ้านเธอหลับพักผ่อนดื่มไวท์กับอาหารที่ซื้อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าตอนที่เจอกับ แคทเธอรีน นั้น เธอไม่รู้สึกอะไรยิ้มและท่าทางของเธอค่อนข้างที่จะมีความสุขอย่างมาก คดีความของเธอจึงกลายเป็นคดีในประวัติศาสตร์ที่สะเทือนขวัญอย่างมาก ศาลได้ตัดสินให้ แคทเธอรีน จำคุกตลอดชีวิต ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เคยต้องโทษคดีใดๆ เลยก็ตามแต่ การก่อเหตุของเธอครั้งนี้คือการ ฆ่าโดยเจตนาและมีความสุขกับการก่อเหตุ และที่สำคัญการกระทำของเธอนั้นเป็นการกระทำของคนที่ตั้งใจที่จะทำและเป็นคนที่ชำนาญการถลกหนังนั้นเอง

เคยได้ยินเรื่องราวของกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ไหม

kongkaonoikamah        หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าสลดใจมากเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเรื่องราวของลูกผู้สำนึกผิดในวันและเวลาที่สายไปเสียแล้ว ในจังหวัดยโสธรมีพระธาตุกล่องข้าวน้อยที่ถูกสร้างอยู่ในเขตของวัดทุ่งสะเดา ที่มาของพระธาตุกล่องข้าวน้อยนั้น มาจากเรื่องราวของแม่ที่ตายเพราะถูกลูกชายของตัวเองฆ่าโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ในช่วงหน้าฝนของปีหนึ่งแม่กับลูกชาย ได้ออกไปทำนากันกลางนา ลูกชายของเขานั้นเป็นคนที่ขยันขันแข็งมาก แต่แล้วเรื่องราวเลวร้ายก็ได้เกิดขึ้นกับเขา เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบของเขานั้นเอง ในวันนั้นแดดร้อนจัดมากแต่เขา 2 คนแม่ลูกก็ออกไปทำนาตามปกติ ลูกชายของเขาทำนากลางแดดตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาเที่ยง รอว่าแม่จะมาถึงหรือยังเพราะ แม่ของเขาได้เดินกลับไปเอาข้าวให้กินตั้งแต่ช่วงสายๆ แต่ ตอนนี้เที่ยงกว่าแล้วทำไมยังไม่มา แดดร้อนก็ร้อนเหนื่อยก็เหนื่อยหิวก็หิวมาก เขาก้มน่าก้มตาทำนาต่อไประหว่างรอแม่ แดดก็ร้อนขึ้นๆ ความเหนื่อยก็มากขึ้น ความหิวที่หิวอยู่ก็มีเพิ่มขึ้น จนกระทั่งบ่ายแก่ๆ แม่มาถึง วิ่งมาถึงเถียงนาที่ลูกรออยู่ ลูกชายด้วยความโมโหหิวมากจึงวิ่งเข้าหาแม่ ตะโกนด่าว่าแม่ต่างๆ นาๆ ลูกชายด้วยความโมโหตะโกนถามแม่ออกมาว่า “ อีแก่มึงมัวไปทำอะไรอยู่ ทำไมจึงมาส่งข้าวกูช้านัก ” ยังไม่ทันที่แม่จะตอบอะไรเลยสายตาของลูกชายได้มองไปเห็นกล่องข้าว ที่แม่เตรียมมาให้พอเห็นว่ากล่องข้าวที่แม่เตรียมให้นั้นเล็ก ก็ยิ่งโมโหหนักมาก จึงได้เอาไม้แอกน้อยที่อยู่ในมือฟาดเข้าไปที่แม่ แล้วรีบคว้ากล่องข้าวที่แม่ถือมาให้เอามากินแบบยัดๆ กินไปจนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่าอิ่มแต่ทำไม ข้าวในกล่องยังเหลืออยู่ สติของผู้เป็นลูกได้กลับคืนมา นึกถึงแม่ขึ้นมาวิ่งไปดูแม่ที่นอนจมกองเลือดอยู่ แต่ทุกอย่ากลับไม่ทันมันสายไปเสียแล้ว เขารู้สึกผิดมากจึงได้ไปสารภาพกับสมภารวัด และรู้สึกผิดต่อแม่มากจึงได้ชักชวนสิ่งที่อยากจะทำให้แม่ของเขาเป็นสิ่งสุดท้าย คือสร้างพระธาตุน้อยเป็นรูปกล่องข้าวขึ้นมาเพื่อระลึกถึงแม่ ของเขา ในปัจจุบันพระธาตุน้อยนั้นได้ตั้งอยู่ในเขตวัดทุ่งสะเดาจังหวัดยโสธร ให้คนที่คิดสำนึกผิดต่อ พ่อ – แม่ ได้ไปกราบไหว้ เพราะบางคนมีความเชื่อว่าถ้าหากไปกราบไหว้จะเป็นการไถ่ความผิดที่มีต่อพ่อกับแม่

คุณรู้หรือไม่ว่าคดีอะไรเป็นประวัติศาสตร์ไทยที่ศาลตัดสินได้เร็วที่สุด

dead21                เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2539 ได้เกิดเหตุน่าสะเทือนขวัญขึ้น เมื่อมีคนพบศพเด็กหญิงวัยเพียง 5 ขวบ ถูกข่มขืนและฆ่าทิ้งในห้องน้ำของโรงเรียนแห่งหนึ่งย่าน จรัญสนิทวงศ์ และในที่เกิดเหตุคือ ซอย จรัญสนิทวงศ์ 57 ในเขตบางพลัด กรุงเทพฯ เรื่องราวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้คดีความกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งศาลนั้นได้มีการเร่งให้พิจารณาคดีความให้เสร็จภายใน 1 วัน เนื่องจากคดีนี้เป็นเรื่องราวที่นับว่าสะเทือนขวัญประชาชนในละแวกนั้นอย่างมาก จากปากคำบอกเล่าของพยานสำคัญคือ เด็กนักเรียนชายคนหนึ่งที่เล่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่า ก่อนหน้าที่จะมีคนมาพบศพ เขาเองมาเข้าห้องน้ำและได้พบกับผู้ชายคนหนึ่ง ท่าทางน่ากลัวเดินโผล่ออกมาจากห้องน้ำที่เกิดเหตุและมีท่าทางตกใจเมื่อเจอกับเด็กนักเรียนชาย คนร้ายก็ตกใจและรีบเดินถอยกลับเข้าไปในห้องน้ำซักครู่ เมื่อเด็กนักเรียนชายจะเดินเข้าไปใกล้บริเวณหน้าห้องน้ำนั้น ผู้ชายคนดังกล่าวถีบประตูออกมาจากห้องน้ำ เด็กนักเรียนชายจึงกลัวและได้รีบหนีออกมา จึงเป็นเหตุให้เด็กนักเรียนชายจำรูปร่างหน้าตาของคนร้ายได้ชัดเจน นอกจากนั้นยังมีคนขายของชำบอกเล่าต่ออีกว่ามีชายคนหนึ่งชื่อนาย พันธุ์ เป็นคนคุ้นน่าคุ้นตาเพราะเขาเป็นคนละแวกนั้น เดินเปียกน้ำเข้ามาซื้อบุหรี่ 1 ตัว ท่าทางมีพิรุธมานั่งดูดบุหรี่อยู่ตรงนี้ซักครู่หนึ่ง หลังจากนั้นในเวลาต่อมาก็มีคนมาพบศพเด็กหญิงวัย 5 ขวบ เสียชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำ เจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับคนร้ายได้ในวันถัดมา ซึ่งคนร้ายก็มีประวัติเคยต้องโทษคดียาเสพติดมาหลายครั้งศาลจึงเห็นว่า นักโทษเด็ดขาดคนนี้นั้นไม่เข็ดหลาบ ก่อคดีติดๆ กันและที่สำคัญ คือ พึ่งพ้นโทษมาได้ 7 วัน หลังจากพ้นโทษก็มาก่อคดีสะเทือนขวัญอีก ศาลจึงตัดสินว่าให้ประหารชีวิต แต่เขาก็ได้ยื่นฎีกาแต่ไม่เป็นผล และศาลสถิติยุติธรรมทั้ง 3 ศาลได้ตัดสินว่าประหารทั้ง 3 ศาล เพราะตัวนักโทษนั้น ถือว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างมากไม่มีความสำนึกผิด นักโทษประหารรายนี้จึงมีลมหายใจวันสุดท้ายคือวันที่ 21 มิถุนายน 2542 โดยเพชฌฆาตได้ใช้กระสุนเพียง 9 นัดปิดฉากนักโทษประหารรายนี้นั้นเอง

ตำนานมนุษย์กินคนที่โลกไม่เคยลืม

zee1                ซีอุยคือนักโทษประหารที่เป็นคดีในประวัติศาสตร์ไทยคนหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วเขาชื่อ หลีอุย แซ่อึ้ง เป็นคนจีนคนไทยเรียกเขาผิดๆ กันไปเอง เรียกเขาว่า ซีอุย จนกลายเป็นคำเรียกติดปากหรือกลายเป็นฉายาของเขานั้นเอง ซีอุยเป็นประชาชนชาวจีนแต่ได้ลักลอบเข้ามาทำงานอยู่ในเมืองไทย เขาได้ก่อคดีฆาตกรรมขึ้น ที่น่าตกใจคือเมื่อเขาฆ่าแล้วเขาจะนำตับและหัวใจของมนุษย์ออกมากิน การก่อคดีของเขาเกิดขึ้นถึง 6 ครั้ง และครั้งสุดท้ายคือเด็กชายที่มีอายุ 10 ขวบ ที่ซีอุยถูกจับได้เขารับสภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าเขาทำแบบนี้เพื่อจะนำอวัยวะของมนุษย์คือตับและหัวใจออกมากิน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวซีอุย ได้มีการนำตัวของซีอุยไปตรวจสภาพร่างกายและสภาพจิตใจ แต่แพทย์ได้ระบุว่า ซีอุยไม่ได้มีอาการผิดปกติแต่อย่างใดไม่ว่าจะเป็นทางจิตใจหรือร่างกาย เพียงแต่มีความเชื่อในสมัยเด็กท่านั้นเองเพราะตอนที่ ซีอุย ยังเป็นเด็ก เขาได้เจอกับกับนักบวชคนหนึ่ง ที่บอกกับเขาว่าการกินหัวใจกับตับของมนุษย์คือยาที่บำรุงร่างกายให้แข็งแรงอย่างหนึ่ง เขากินอวัยวะของมนุษย์ครั้งแรกคือตอนที่ถูกเกณฑ์ทหาร และออกรบซึ่งมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก อาหารก็ขาดแคลนจึงทำให้เขาควักและผ่าท้องทหารที่เสียชีวิตแล้วออกมากินโดยไม่ได้สนใจใคร ต่อมาเมื่อเข้ามาอยู่ที่เมืองไทยก็ก็ได้สร้างคดีน่าสยองขวัญต่อเนื่องถึง 6 ราย ในอำเภอทับสะแก ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในการก่อคดีของเขานั้นไม่ได้ถูกจับในทันที แต่ยังลอยนวลได้เป็นเวลาถึง 5 ปี เรื่องราวของซีอุยนับว่าเป็นตำนานประวัติศาสตร์ไทยที่มีคนนำมาจารึกไว้ ศพของซีอุยในปัจจุบัน ยังอยู่ที่พิพิธพันธ์ในโรงพยาบาลศิริราชชั้น 2 ตั้งไว้ให้เด็กรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษาคดีในตำนานนี้ต่อไป เพราะมีคนบางกลุ่มตั้งข้อสงสัยว่าจริงๆ แล้วซีอุยไม่ใช่คนร้ายที่ฆ่าเด็กจริงๆ เพียงแต่เด็กคนสุดท้ายเท่านั้นที่เป็นหลักฐานมัดตัวเขา และยังมีเด็กหญิง 8 ขวบ ที่มีชีวิตรอดจากเหตุการณ์น่ากลัวนี้อีกด้วย

นักโทษประหารยิงเป้าที่ยิงแล้วแต่ไม่ยอมตาย

prisoner1                นางกิ่งแก้ว ลอสูงเนิน หญิงไทยชาวโคราชคนหนึ่ง ที่ได้มีการบันทึกเรื่องราวของคดีลักพาตัวเด็กไปเรียกค่าไถ่ เรื่องนี้เป็นประวัติศาสตร์ไทยเรื่องหนึ่งที่มีผู้คนสนใจและติดตามเป็นจำนวนมาก ประวัติส่วนตัวของนางกิ่งแก้ว และรายละเอียดส่วนใหญ่แล้วจะมีในหนังสือของต่างประเทศ เรื่องราวของหญิงไทยที่ถูกไปตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ เมื่อใน พ.ศ. 2519 มีคดีดังของนางกิ่งแก้วที่เปิดเผยออกทั่วโลก และผลตอบรับนั้นคือมีผู้คนติดตามข่าวสารเป็นจำนวนมาก ในเนื้อเรื่องบอกเล่าว่านางกิ่งแก้ว เดิมทีเป็นคนโคราชและได้เข้ามาทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กในกรุงเทพ เด็กชายที่ถูกฆ่ามีอายุ 6 ขวบ วันที่ก่อเหตุ นางกิ่งแก้ว ไปรับน้องที่โรงเรียนคุณครูก็ไมได้สงสัยอะไรเพราะ มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่นางกิ่งแก้วจะไปรับเด็กที่โรงเรียน เมื่อพาเด็กไปได้แล้วนางกิ่งแก้วและเพื่อนชายของเธออีก 2 คนได้ติดต่อไปยังพ่อกับแม่ของเด็ก และนัดเจอกันเพื่อเอาเงินและแลกกับตัวเด็ก เมื่อถึงเวลานัดพ่อกับแม่เด็กเกิดผิดพลาดในการส่งเงิน คนร้ายจึงโมโหมากกลับมาถึงที่พัก ก็ตุบตีเด็กและเอามีดแทงเข้าที่เด็ก จากนั้นจึงนำตัวเด็กไปฝั่งในดินหลังบ้านที่พักเพื่อนชายทั้ง 2 คนหลบหนีไป แต่ในเวลานั้นเป็นเวลาเดียวกันกับเด็กโดนแทง นางกิ่งแก้วออกไปซื้อของและอาหาร ไม่รู้แต่เมื่อกลับมาจากการไปซื้อของกลับมาก็ไม่เจอใครเลย และนางกิ่งแก้วจึงคิดว่าต้องเกิดอันตรายกับเด็กแน่ๆ จึงได้หาเด็กรอบบ้าน จนมาเจอเศษดินหลังบ้านกระจุยกระจาย นางกิ่งแก้วจึงขุดหลุมดินหลังบ้านและเจอเด็กชายไม่หายใจแล้ว เมื่อส่งศพตรวจพิสูจน์หลักฐานปรากฏว่าหมอบอกว่ามีเศษดินที่เข้าไปอยู่ในปอดเด็ก นั้นแปลว่าตอนที่ฝังเด็กนั้นเด็กยังไม่ตาย ศาลตัดสินให้นางกิ่งแก้วประหารชีวิตโดยการยิงเป้า ตอนนำตัวนางกิ่งแก้วไปประหารเธอเหม่อลอยพูดเพ้ออยู่เพียงแค่ว่า ” ฉันไม่ผิด..ฉันไม่ได้ทำ ” เพชฌฆาตยิงกระสุนชุดแรก 15 นัด แต่น่าตกใจอย่างมากเพราะ นางกิ่งแก้วยังไม่ตาย เพชฌฆาตจึงต้องรีบยิงกระสุนอีก 15 นัด กระสุนที่ใช้ในการหยุดลมหายใจของนางกิ่งแก้วต้องใช้ถึง 2 ชุดด้วยกัน เนื่องจากหัวใจของนางกิ่งแก้วไม่ได้อยู่ข้างซ้ายแต่อยู่ที่ข้างขวา เจ้าหน้าที่ทุกคนเล่าว่านางกิ่งแก้วรักเด็กคนนี้มาก ตอนที่รอการตัดสินโทษเธอจะพูดอยู่แค่ว่า” ฉันไม่ผิด..ฉันไม่ได้ทำ ” หลังจากนั้นนักโทษคนอื่นๆ มักจะเห็นวิญญาณของนางกิ่งแก้วมาหลอกมาหลอนอยู่ในเขตกำแพงข้างในบริเวณเรือนจำอยู่เสมอ

ขอมโบราณ

korm ย้อนตำนานวัฒนธรรมโบราณของบรรพบุรุษเก่าแก่แห่งอุษาคเนย์ นั่นคือ ขอม ที่เป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในภูมิภาคอุษาคเนย์(เอเชียอาคเนย์)ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน มีมรดกที่สำคัญๆ มากมาย และมรดกสำคัญที่สุดของอาณาจักรขอมคือ นครวัด นครธม ซึ่งเคยเป็นนครหลวงเมื่อครั้งที่อาณาจักขอมเจริญรุ่งเรืองจนถึงขีดสุดและลัทธิความเชื่ออีกมากมายโดย ศาสนาหลักของประเทศขอมคือ ศาสนาฮินดู พุทธ ศาสนา

ต้นกำเนิดของขอมยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าตามประวัติศาสตร์แล้ว ขอมนั้นมีถิ่นฐานอยู่ที่ใดกันแน่นักวิชาการบางท่านว่า อยู่มาเลเซียตอนใต้ ส่วนบางท่านบอกว่ามาจากประเทศจีนตอนล่างน่าจะเกี่ยวข้องกับเผ่าไทของจีน

แต่สิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ในยุคสมัยนั้นคือ ปราสาท ขอมประเทศมีปราสาทมากมายไม่ว่าจะ ปราสาทนครธม ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทนครวัด ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทพนมรุ้ง ฯลฯ เนื่องจากขอมได้ยกย่องกษัตริย์เป็นดั่งเทพเจ้า เมื่อสวรรคต ดวงวิญญาณจะไปหลอมรวมกับเทพเจ้าจึงสร้างปราสาทไว้ให้เป็นที่สถิตเพื่อเคารพบูชาพระองค์และเทพเจ้า ดังนั้นจึงเกิดปราสาทมากมายในขอมประเทศ ซึ่งสุดยอด สถาปัตยกรรมของขอมนั้น คงหนีไม่พ้น ปราสาทนครวัด ปราสาทหินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นโบราณสถานที่ทรงคุณค่าและเก่าแก่ที่สุดในกัมพูชา ทั้งยังเป็นเทวสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีหินทรายเป็นวัสดุ สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ขนาดใหญ่ ถึง 2 แสนตารางเมตร สูง 65 เมตร ยาว 100 เมตร กว้าง 80 เมตร คูน้ำกว้าง 200 เมตร จากหลักฐานต่างๆ สันนิษฐานว่าเพื่อเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรหรือไม่ก็เพื่ออุทิศถวายแด่พระวิษณุ(พระนารายณ์)เนื่องจากหันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศแห่งความตาย

แต่อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์สรุปตรงกันคือ ปราสาทนครวัดสร้างขึ้นด้วยคติจักรวาล มีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางจักรวาลเมื่อเราเดินทางเข้าปกติจะคล้ายกับว่าเราเดินทางจากโลกมนุษย์ไปสู่สวรรค์ ทั้งหมดนี้ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของขอมในประวัติศาสตร์ ว่าเกรียงไกรขนาดไหน