ประวัติ Matthew Shepard นักศึกษาเกย์ชาวอเมริกัน กับเรื่องราวความเศร้าของเพศที่ 3

ประเทศไทยเรานั้นสังคมตอนนี้ถือว่าดีมากแล้ว สำหรับการเปิดกว้างเรื่องเพศทางเลือก มีการยอมรับคนเป็นเพศทางเลือกมากมายทั้งในโลกของการทำงานและใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม แต่หากมองไปในระดับโลกยังมีอีกหลายสังคมที่มองว่าการเป็นเพศที่สามนั้นกลายเป็นเรื่องผิด เป็นบาป เป็นตัวตลก จนนำมาซึ่งการล้อเลียน การทำร้ายทั้งด้านร่างกายและจิตใจตั้งแต่เบาไปหาหนัก อย่างคดีที่เรากำลังจะเล่าต่อไปนี้ถือว่าเป็นอุทาหรณ์สำคัญมากของการปฏิบัติต่อเพศทางเลือก

Matthew shepard

เรื่องราวคราวนี้ ต้องเล่าถึงหนุ่มน้อยคนหนึ่งชื่อว่า Matthew shepard หรือ แมทธิว เด็กหนุ่มคนนี้มองจากภายนอกก็เหมือนเด็กหนุ่มน้อยทั่วไป สุภาพ ขี้อาย มีผมสีทอง มีงานอดิเรกด้วยการตกปลา เค้าเป็นคนจิตใจดี เป็นเด็กดีของครอบครัว เป็นคนดีของสังคม แต่เค้ากลับมีเรื่องสับสนภายในจิตใจก็คือเรื่องรสนิยมของตัวเองที่ไม่อาจบอกใครได้ว่าเค้าเป็นเกย์

ความเก็บกดภายในจิตใจ

แมทธิวนั้น รู้ตัวเองดีว่า เค้านั้นเป็นเกย์ แม้ว่าเค้าจะพยายามหาทางออกด้วยการออกเดตกับเด็กผู้หญิงในท้องถิ่น หรือ คนอื่นที่พบเจอแต่ทุกอย่างก็ไม่ดีขึ้น ล่มไปหมด ซึ่งการเป็นเกย์ของเค้านั้น สภาพสังคมรอบตัวในตอนนั้นยังไม่เปิดรับแนวคิดดังกล่าว ทำให้เค้าไม่กล้าที่บอกออกไปแม้แต่ต่อหน้าครอบครัวของเค้าเองว่า เค้าเป็นอะไร ได้แต่เก็บมันเอาไว้ภายในอย่างเดียว มีเพียงแค่แม่เท่านั้นที่พอจะระแคะระคายสงสัยในพฤติกรรมของแมทธิว แต่ก็ไม่ได้เอะอะอะไรมากนัก นั่นทำให้เค้าต้องเก็บกดความต้องการเหล่านี้ไว้ในจิตใจ

โตขึ้น โลกกว้างขึ้น

อย่างไรก็ตามชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป แมทธิว เองก็เช่นกัน ชีวิตของเค้าเติบโตขึ้น นั่นทำให้เค้าได้ออกไปเผชิญโลกกว้างมากขึ้นด้วย เมื่อเข้าไปเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ทำให้เค้าได้เจอกับสังคมที่กว้างมากขึ้น รวมถึงสังคมที่เปิดกว้าง ต้อนรับเพศที่สามด้วย ในระดับมหาวิทยาลัย แมทธิว ได้พอปะสังสรรค์กับเพื่อนที่เป็นเกย์ด้วยกัน ทำให้เค้าพบว่าตัวเองไม่ได้ผิด ไม่ได้ประหลาดจากคนอื่นแต่อย่างใด จนทำให้เค้ารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น จนกล้ากลับไปบอกแม่ของเค้าว่า เค้าเป็นเกย์ ซึ่งแม่ก็ตอบกลับมาว่า รู้แล้ว นั่นเป็นการเปิดใจครั้งสำคัญของแมทธิวต่อครอบครัว

โศกนาฏกรรม

ช่วงชีวิตที่กำลังสดใสของ แมทธิว ก็จบลง เรื่องราวโศกนาฏกรรมเริ่มต้นขึ้นเมื่อเค้าได้ไปเที่ยวบาร์แห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นมีชายหนุ่มสองคนเข้ามาตีสนิทด้วยจากการแสดงว่าเป็นเกย์เหมือนกัน นั่นทำให้ทั้งหมดคุยกันอย่างถูกคอ หลังจากผับเลิกทั้งสองอาสาไปส่งแมทธิว เนื่องจากทางเดียวกัน จากนั้นทั้งสองก็จับตัว แมทธิว ไปยังทุ่งนาร้างห่างไกลผู้คนแห่งหนึ่ง มัดไว้กับรั้ว แล้วทุบตีอย่างแรงพร้อมกับปล้นเงิน เครดิตการ์ดไปด้วย สุดท้ายปล่อยให้แมทธิวยืนกลางลมหนาวเย็นอย่างนั้นเป็นเวลานานกว่าจะมีคนไปช่วยเหลือก็ทำให้เค้าตายไปแล้ว  เป็นเรื่องอันน่าเศร้าของหนุ่มน้อยคนนี้มาก

ตํานานคําสาป วิหารโครงกระดูก 5000 คน

Capela dos Ossos หรือ วิหารโครงกระดูก เป็นโบสถ์ที่ตั้งอยู่ในเอโวรา ในตอนใต้ของโปรตุเกส โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 และเป็นส่วนหนึ่งของ Igreja Real de São Francisco โบสถ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย Franciscans ผนังภายในตกแต่งด้วยกระดูกมนุษย์ดังตามชื่อของมัน Capela dos Ossos เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่รู้จักกันดี ในปัจจุบันนี้มันกลายเป็นที่นิยมมากที่สุดในเมือง Évora

ประวัติศาสตร์ของ Capela dos Ossos เริ่มต้นขึ้นในศตวรรษที่ 16 ในช่วงเวลาดังกล่าวมีสุสานมากกว่า 43 แห่งใน Évora นั่นหมายความว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมือง ถูกใช้ไปกับการฝังศพผู้คนมากมาย แทนที่จะนำไปใช้สำหรับกิจกรรมที่มีประสิทธิผลมากกว่า เช่น การเกษตร การก่อสร้างอาคาร เมื่อถึงจุดหนึ่งก็มีการตัดสินใจแล้วว่า สุสานเหล่านี้ควรถูกทำลายลงเสียที เพื่อนำพื้นที่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับเมืองมากยิ่งขึ้น ทำให้นักบวชฟรานซิสที่อาศัยอยู่ในเวลานั้น ตัดสินใจที่จะเก็บกระดูกของผู้ตาย และให้พวกเขาฝังในสถานที่ต่างๆ เพื่อที่วิญญาณของพวกเขาได้อยู่อย่างสงบ

เบื้องหลังการสร้างวิหารโครงกระดูก และคำสาปที่น่าสะพรึง

ในบางวัฒนธรรมการฝังศพสองครั้งเป็นเรื่องธรรมดา แทนที่พวกเขาจะฝังศพในดิน นักบวชฟรานซิสได้ตัดสินใจทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ในช่วงศตวรรษที่ 16 การต่อต้านการปฏิรูปกำลังดำเนินไปดุเดือด และศาสนาต่างๆ ก็มีบทบาทสำคัญอย่างมาก นักบวชเหล่านี้ตัดสินใจที่นำกระดูกมาประดับในโบสถ์ เพื่อหวังว่าจะกระตุ้นให้ผู้มาเยี่ยมชมโบสถ์แห่งนี้มากขึ้น รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอ และความเปราะบางของชีวิตมนุษย์ รวมถึงการสื่อว่า ความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

การแบบนี้ของ Capela dos Ossos ได้แรงบันดาลใจจาก San Bernardino alle Ossa เป็นโบสถ์ในเมืองมิลาน โดยสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยโครงกระดูกมากมาย คาดว่ามีประมาณ 5,000 ศพถูกขุดขึ้นมาเพื่อใช้ในงานนี้โดยเฉพาะ ตามตำนานแล้วนั้น กระดูกเหล่านี้เคยเป็นของทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบครั้งใหญ่ หรือตกเป็นเหยื่อของโรคระบาด อย่างไรก็ตามความจริงแล้ว กระดูกเหล่านี้ก็มาจากคนธรรมดาทั่วไป ที่ถูกฝังในสุสานสมัยกลางของ Évora

เรื่องน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของวิหารแห่งนี้ คือโครงกระดูกของชายทั้ง 2 หนึ่งในนั้นเป็นผู้ใหญ่ และอีกคนหนึ่งเป็นของเด็ก ซึ่งถูกแขวนไว้อยู่บนกำแพงของวิหารด้วยเชือก มีเรื่องราวตำนานกล่าวถึงสองบุคคลนี้เอาไว้ว่า ศพทั้งสองเป็นของผู้หญิงกับลูกของเธอ ที่ถูกสาปโดยผู้มีอำนาจในยุคสมัยก่อน ศพของพวกเขาถูกปฏิเสธไม่ให้ฝังในสุสานของเมือง ในที่สุดก็ได้ถูกส่งมาที่วิหารแห่งนี้  ตามอีกเรื่องหนึ่งศพผู้ใหญ่เป็นของชายที่เป็นชู้ กับเด็กที่เป็นลูกชาย ซึ่งทั้งคู่ถูกสาปโดยภรรยาที่โกรธแค้น

ไมเคิล แจ็คสัน king of pop ตลอดกาล

นักร้องในวงการเพลงหากจะเปรียบไปก็มีมากเหมือนกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แม้จะมากมายแค่ไหนก็จะมีดาวบางดวงที่ส่องสว่างเจิดจรัสกว่าดาวดวงอื่น เป็นเวลานานซึ่งเปรียบได้กับนักร้องที่แม้เค้าจะไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว ความโด่งดังของเค้ายังมีต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้อย่างเช่น ไมเคิล แจ็คสัน King of pop ที่ต้องใช้คำว่าตลอดกาลทีเดียว ทำไมเราถึงว่าอย่างนั้น เรามีคำอธิบาย

คาแรกเตอร์ไม่เหมือนใคร

ในยุคนั้น นักร้อง นักเต้นเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้ ไมเคิล แจ็คสัน ไม่เหมือนใครในตอนนั้นเลย ทั้งการร้อง การเต้น เค้าทำได้อย่างลื่นไหล ไม่ติดขัด เหมือนกับเค้าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งการแสดงเพลงแต่ละเพลง แต่ละครั้งของเค้ามันเหมือนเค้าแสดงตัวตนของตัวเองตามเพลงได้อย่างถึงแก่น นอกจากนั้นคาแรกเตอร์นอกห้องอัด นอกเวทีของเค้าก็สุดโต่งจนหาคนเปรียบได้ยาก

เพลง ดนตรี ที่ลงตัวมาก

บางครั้งเวลาเราฟังเก่าๆ เราอาจจะคิดว่า เพลงนี้ทำไมดนตรีมันล้าสมัยกัน ดนตรีเก่าจัง ฟังแล้วดูไม่ชอบยังไงก็ไม่รู้ แต่หากเราไปฟังเพลงของ ไมเคิล แจ็คสัน เราจะไม่พูดแบบนั้นเลย เพลง เนื้อร้อง ดนตรี ท่าเต้น ทุกอย่างลงตัวมาก ซาวด์บางท่อนถือว่าล้ำมากในยุคนั้น แถมหากมาเปิดยุคนี้ก็บอกเลยว่าไม่เก่านะ ฟังแล้วเต้นตามได้เลย ไม่เชื่อลองไปเพลงที่ชื่อว่า Thriller จากยูทูปดูได้ รับรองว่าทุกคนจะต้องอึ้งในความสุดยอดของเพลงนั้นที่แม้ว่าจะผ่านมาเป็น 10 ปี แต่ซาวด์เพลงนี้กลับไม่เก่าเลย แถมยังทำออกมาได้ดีกว่าบางเพลงในยุคนี้เสียอีก

ท่าเต้นสุดคลาสสิคตลอดกาล

ไมเคิล แจ็คสันเค้าโด่งดังจากเพลงเร็วเป็นหลัก นอกจากเพลงท่าเต้นต้องมาด้วย อันนี้ต้องชื่นชมทีมงานแดนเซอร์ด้วยเต้นกันได้สุดยอดมาก แต่สุดของสุดต้องเป็นไมเคิล แจ็คสัน ที่เวลาเค้าเต้นแต่ละเพลงมันทำให้เราอยากเต้นตามท่าของเค้าแบบไม่รู้ตัว โดยเฉพาะท่าเต้นที่ทำให้ทั้งโลกรู้จักเค้า นั่นก็คือท่าเต้น มูนวอล์ค กับท่าลูบเป้า จากเพลง บิลลี่ จีนส์ สองท่านี้มันคือท่าสุดยอดคลาสสิคตลอดกาลของทุกท่าเต้นที่เคยเห็นมาจริงๆ

จากเหตุผลดังกล่าว ผู้เขียนต้องยอมรับว่าโชคดีจริงที่เกิดมาเห็นเค้าแสดงคอนเสิร์ต (แม้จะดูผ่านทีวี) ร้องเพลง เต้นจริงๆ ได้อยู่ในช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ของเค้า ชายคนหนึ่งที่ร้อง เต้น สนุกสนานบนเวทีจนได้รับฉายาว่า King of Pop และคงไม่มีใครโค่นฉายานี้ลงได้ไปอีกหลายสิบปีทีเดียว