ประวัติของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าคือศาสดาของพระพุทธศาสนา คนบนโลกใบนี้หากใครก็ตามนับถือศาสนาพุทธก็จะต้องนับถือพระพุทธเจ้าด้วยเช่นกัน ซึ่งประวัติของพระองค์ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย ลองมาทำการศึกษารายละเอียดให้เข้าใจกันแต่ละช่วงเวลาว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ประสูติพระพุทธเจ้า

ค่ำคืนวันที่พระองค์เสด็จปฏิสนธิในครรภ์ของพระนางสิริมหามายา พระนางได้ทรงนิมิตสุบินว่า มีช้างเผือกงาสามคู่เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ แท่นบรรทม ก่อนจะมีพระประสูติกาล ใต้ต้นสาละ สวนลุมพินีวัน วันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช ทันทีที่พระองค์ได้ประสูติออกมาได้มีพระนามเดิมว่าสิทธัตถะ พร้อมทั้งเดินบนดอกบัวทั้งหมด 7 ก้าว มีการเปล่งวาจาตรัสว่า เราเป็นเลิศสุดในโลก ประเสริฐสุดในโลก การเกิดครั้งนี้คือครั้งสุดท้ายของเรา หลังประสูติกาลได้ 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคต ทำให้เจ้าชาจสิทธัตถะถูกเลี้ยงดูโดยพระนางประชาบดีโคตมี พระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา มีพราหมณ์ได้ทำนายว่า หากเป็นฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิอันยิ่งใหญ่แต่ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก

ชีวิตวัยเยาว์

เจ้าชายสิทธัตถะได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาต่างๆ ทั้งหมด 18 ศาสตร์ พร้อมกันนี้พระบิดาไม่ต้องการให้เป็นศาสดาเอกจึงพยายามทำให้เจ้าชายมีความสุขพร้อมให้ราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ พออายุได้ 16 ปีทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพาหรือพะรนางยโสธรา มีบุตร 1 พระองค์นามว่า ราหุล

ทรงออกผนวช

วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อหน่ายในชีวิตปกติพระองค์ชวนสารถีทรงรถม้าประพาสยังอุทยานทรงได้เห็นคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย และนักบวช ทำให้พระองค์คิดว่าวิธีการจะละพ้นจากความทุกข์คือการครองเพศสมณะ ทำให้พระองค์ทรงออกบรรพชา เมื่อพระชนม์มายุ 29 พรรษา เมื่อพระองค์ไดทรงผนวชแล้วก็มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำคยา แคว้นมคธ พยายามเสาะแสวงหาวิธีการพ้นทุกข์ ได้เข้าศึกษาสำนักต่างๆ แต่เมื่อศึกษาแล้วก็ยังไม่พบว่านี่คือทางพ้นทุกข์ พระองค์จึงเสด็จไปยังแม่น้ำเนรัญชรา ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาแต่ก็ยังไม่พบว่านี่คือหนทางพ้นทุกข์ บรรดาปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ก็เสื่อมศรัทธาและเดินทางกลับ

ทรงตรัสรู้และเผยแพร่คำสอน

พระองค์ได้นั่งสมาธิใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมืองพาราณสี จนในที่สุดพระองค์ก็ทรงตรัสรู้ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะมีพระชนม์ 35 พรรษา พระองค์ได้ทรงออกแสดงธรรมเทศนาเรื่องการพ้นทุกข์ให้กับคนรอบตัวและผู้อื่นจนเกิดความเลื่อมใส

เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นไม้ใหญ่สาละ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนม์ทั้งสิ้น 80 พรรษา และหลังจากพระองค์ดับขันธปรินิพพานก็ถือเป็นการเริ่มต้นของพุทธศักราช

ประวัติของจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire)

ในอดีตเมื่อพูดถึงดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีอารยธรรมจนทำให้คนยุคนี้สามารถศึกษาประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของมนุษย์ยุคก่อนได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นคงหนีไม่พ้นจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ดินแดนซึ่งบอกได้ว่ามีความน่าสนใจในหลายมุมมอง มีประวัติศาสตร์แสนยาวนาน ถือว่านี่คือความน่าสนใจที่นักประวัติศาสตร์นิยมศึกษาและทำความเข้าใจกันอย่างมากเลยก็ว่าได้สำหรับดินแดนแห่งนี้

เรียนรู้ประวัติของจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire)

ชาวเปอร์เซียจัดเป็นชาวอินโดอารยันกลุ่มหนึ่งถิ่นกำเนิดในปัจจุบันก็คือประเทศอิหร่าน มีการก่อสร้างบ้านเรือนบริเวณดังกล่าวขึ้นมาจนกลายเป็นอาณาจักร มีปฐมกษัตริย์นามว่า อาเคมีเนส แห่งราชวงศ์อาเคเมนิค กระทั่งถึงสมัยพระเจ้าไซรัส เปอร์เซียได้ทำสงครามกับอาณาจักรลิเดียแห่งพระเจ้าคริซุสอันถือได้ว่าเป็นอาณาจักรร่ำรวย มั่งคั่ง เข้มแข็ง แต่พวกเขาก็สามารถเอาชนะอาณาจักรลิเดียได้นั่นคือจุดเริ่มต้นอันแท้จริงแห่งความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) หลังเอาชนะอาณาจักรลิเดียได้พระเจ้าไซรัสก็ได้แผ่ขยายอำนาจการปกครองไปยังดินแดนต่างๆ รอบข้างกระทั่งยึดกรุงบาบิโลนได้สำเร็จในปี 539 ก่อนคริสตกาล ส่งผลให้พระองค์สามารถครองพื้นที่บริเวณเมโสโปเตเมียได้ทั้งหมด จากนั้นได้เข้ายึดครองพื้นที่อียิปต์ส่งให้จักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ก้าวขึ้นสูจุดสูงสุดและพระเจ้าไซรัสเองได้รับการขนานนามให้เป็น มหาราช ศูนย์กลางของจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ในอดีตพื้นที่ปัจจุบันคือประเทศอิหร่าน แต่เดิมเมืองหลวงของอาณาจักรแห่งนี้มีชื่อว่า กรุงเอคบาทานา แต่พอพระเจ้าไซรัสได้ขึ้นครองราชย์มีการสร้างเมืองใหม่ที่ เปอร์ซีโปลิส ก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครองล่วงไปถึงรัชกาลของพระเจ้าดาริอุสที่หนึ่ง พระองค์ได้ทรงสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ขึ้นมาชื่อว่า นครสุสา ชาวเปอร์เซียทั่วไปนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ถือเป็นศาสนาประจำอาณาจักร ยืดเอาคัมภีร์อาเวสตา เป็นคัมภีร์อันมีความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลแบ่งออกเป็นฝ่ายดีและชั่ว มีเทพเจ้าแห่งความดีชื่อ อหุรมัสดา เป็นเทพสูงสุด และมีอัครทูตพร้อมเทวทูตจำนวนมากเป็นบริวาร

ในช่วงเวลาดังกล่าวต้องยอมรับว่าจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ถือเป็นอาณาจักรที่มีประวัติศาสตร์ อารยะธรรมเจริญรุ่งเรืองมาก มีการสร้างเขื่อน ฝาย รางส่งน้ำ เพื่อใช้สำหรับการเพาะปลูก มีระบบชลประทานใต้ดินเรียกว่า คานัต ใช้สำหรับส่งระบบน้ำเข้าสู่เมือง ด้านสถาปัตยกรรมก็มีความโดดเด่นเรื่องการสร้างพระราชวัง การนำเอาศิลปะต่างๆ มาผสมผสานอย่างลงตัว ด้านการทหารมีการพัฒนาจนก้าวไกลเกินหน้าดินแดนอื่นๆ และเป็นกองทัพที่ดีที่สุดในยุคนั้นเลยทีเดียว ถือว่านี่คืออาณาจักรแห่งประวัติศาสตร์ที่คนในยุคนี้ยังต้องศึกษาหลายด้านในความน่าสนใจ