ตำนานคําสาป…ตุตันคาเมน

ถ้าพูดถึงหนึ่งในคำสาปที่มีอาถรรพณ์อันแรงกล้า หลายๆ คนคงนึกถึงคำสาปของอียิปต์โบราณ โดยเฉพาะคำสาปจากของสุสานกษัตริย์ ซึ่งเป็นคำสาปที่ขลังและดุร้ายมากที่สุด ชาวอียิปต์โบราณมีความศรัทธาในเรื่องชีวิตหลังความตายมาก โดยมีความเชื่อกันว่าคนที่ตายไปแล้วสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้ เพราะฉะนั้นชาวไอยคุปต์จึงนิยมเก็บซากศพไว้เป็นอย่างดี พร้อมบรรจุกับของใช้ ของมีค่า เอาไว้มากมาย รอวันจะกลับฟื้นคืนมาในอนาคต บางครั้งจึงทำให้พวกขโมยสนใจในสิ่งของเหล่านี้ และการร่ายคำสาปก็เป็นทางแก้ของคนสมัยโบราณนั่นเอง

ต่อมามีการค้นพบสุสานของยุวกษัตริย์สำคัญองค์หนึ่งผู้มีนามว่า ตุตันคาเมน ความจริงแล้ว ตุตันคาเมน ไม่ได้เป็นนักปกครองผู้เก่งกาจอะไร หรือมีความโดดเด่นทางด้านทักษะส่วนตัวใดๆ แต่ชื่อเสียงของพระองค์เป็นเพราะการค้นพบสุสานที่จัดว่าสมแบบบูรณ์ที่สุด ถึงแม้ว่าสุสานของพระองค์จะถูกขโมยไปบ้างบางชิ้น แต่ก็ไม่ได้เสียพระราชทรัพย์สำคัญไปมากเท่าไหร่ แต่แล้วนักสำรวจก็เจอกับข้อความ ” มรณะจะโบยบินมาสังหารผู้รังควานสันติสุขแห่งองค์ฟาโรห์ ” ซึ่งต่อมามันก็สำแดงฤทธิ์เดชให้เห็นจริงๆ

เหล่าบรรดาผู้ใกล้ชิดกับการเปิดสุสานและหีบศพของพระองค์ ล้วนต้องตายด้วยลักษณะแปลกๆ ถึง 22 คน 50 ปีต่อมาก็ยังมีการตายที่น่าแปลกซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของคำสาปมันแสดงพลังอีกครั้ง

สุสานของตุตันคาเมนถูกค้นพบอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1922 ต่อมาผู้เข้าร่วมพิธีก็ได้เสียชีวิตไป 22 คน ต่อมาเป็นเวลาอีก 50 ปี ได้มีการจัดแสดงสมบัติตุตันคาเมนเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการเปิดสุสาน ก็เกิดการตายอีกครั้งอย่างไม่น่าเป็นไปได้

ปี ค.ศ. 1972 หลังจากที่ทางราชการอียิปต์ได้นำสมบัติสำคัญๆ มาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์กรุงไคโร ทางอังกฤษก็คิดจะจัดเสดงสมบัติตุตันคาเมน ขึ้น ณ กรุงลอนดอนเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ที่ได้เปิดสุสาน โดยบุคคลสำคัญที่เป็นกำลังหลักในการลำเลียงสมบัติออกจากพิพิธภัณฑ์ คือ ดร.กามาล เมห์เรช เขาเป็นผู้นำเอาครอบพระพักตร์และโลงศพทองคำออกมาจากที่เก็บ แล้วบรรจุอย่างดีพร้อมส่งขึ้นเครื่องบินไปยังลอนดอน โดยตัวของเขาเองนั้น ไม่เคยเชื่อเรื่องคำสาปเลยแม้แต่น้อย ขนาดมีผู้คนเสียชีวิตไปถึง 22 คน เขาก็ยังคิดว่ามันเป็นเพียง ‘เหตุบังเอิญ’ แต่แล้ว ดร.กามาล เมห์เรช อธิบดีวัย 52 ปี ผู้มีร่างกาย แข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วยเลยแม้แต่น้อย จู่ๆ ก็เป็นลมในห้องทำงาน และเสียชีวิตโดยยังไม่ทันได้นำส่งโรงพยาบาลเลย ทางด้านแพทย์ก็ให้ความเห็นว่าเป็นอาการหัวใจวายเฉียบพลัน

ตำนานเพชรโฮปอัญมณีสุดล้ำค่า

เพชร คือ อัญมณีอันสุดแสนจะล้ำค่า ที่สาวๆ หลายๆ คนอยากมีไว้ในครอบครอง แต่มีเพชรอยู่เม็ดหนึ่งที่มันมีมากกว่าความสวย นั่นก็คือมันพ่วงมาด้วย ‘คำสาป’ ความเฮี้ยน ที่ทำให้ผู้ครอบครองมีอันเป็นไปอย่างน่าสยดสยอง เพชรเม็ดนี้ มีชื่อว่า “Hope Diamond ” เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจาก พ่อค้าชาวฝรั่งเศส นาม Jean Baptiste Tavernier เขาได้ซื้อเพชรดิบน้ำหนัก 112 3/16 กะรัต จากเหมือง Kollur , เมือง Golconda ประเทศอินเดีย และนำมาถวายต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในปี ค.ศ. 1668 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงได้สั่งให้ช่างเพชรเจียระไนให้ออกมางดงาม ต่อมาจึงรู้จักกันในชื่อว่า “Blue Diamond of the Crown” หรือ “French Blue” โดยได้มีการนำไปประดับอยู่บนสายอิสริยาภรณ์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ใช้สวมในพิธีต่างๆ ต่อมาเพชรก็ได้ตกทอดมาสู่ พระนาง Marrie Antoinette แต่หลังจากเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่เพชรก็ได้หายไป

มาถึงปี ค.ศ. 1830 Henry Philip Hope ได้เจอเพชรเม็ดนี้และซื้อมันไว้ หลังจากนั้นอีก 9 ปีต่อมาเขาก็ได้เสียชีวิตลง ทำให้เพชรตกทอดไปยังญาติพี่น้องตระกูลโฮป ในปี ค.ศ.1906 ก็ได้มีการผ่านจากมือของสมาชิกในครอบครัวโฮป ไปตกอยู่ในมือของตัวแทนจำหน่ายเพชรชาวเปอร์เซีย ต่อมาเขาก็ได้ฆ่าตัวตาย ส่วนเจ้าของคนถัดมาก็คือ เจ้าชายคานิตอฟกีแห่งรัสเซีย ท่านทรงซื้อเพชรเม็ดนี้ไว้ พร้อมมอบเป็นของขวัญให้แก่นางสนม เพื่อใส่ไปแสดงละคร แต่ในขณะที่เธอกำลังแสดงอยู่นั้นจู่ๆ เจ้าชายก็ทรงสังหารเธอด้วยปืน อีก 2 วันให้หลัง พระองค์ก็ถูกปลงพระชนม์โดยนักปฏิวัติชาวรัสเซีย

ผู้ครอบครองคนต่อมา คือ ชาวอียิปต์ที่ต้องจมน้ำตายทั้งครอบครัว เพราะอุบัติเหตุเรือสำราญชนกันที่สิงคโปร์ นายหน้าจึงได้นำเพชรเม็ดนี้ไปขายให้แก่สุลต่านแห่งตุรกี แต่นายหน้าคนนี้ก็ต้องเสียชีวิตพร้อมทั้งภรรยาและลูกจากเหตุการณ์รถยนต์ตกหน้าผา ทางด้านสุลต่านแห่งตุรกีก็ได้มอบเพชรเม็ดนี้ให้แก่พระสนม แต่ตอนที่ทหารของพระองค์กำลังก่อการรัฐประหาร กระสุนปืนได้พลาดไปถูกพระสนมจนตาย สุลต่านถูกเนรเทศ ส่วนขันทีผู้ดูแลรักษาเพชรก็ถูกจับแขวนคอ

จากนั้นบริษัท Cartier ก็ซื้อเพชรไว้ แล้วนำไปขายต่อให้กับครอบครัว McLean คำสาปสำแดงเดชอีกครั้ง เมื่อลูกชายวัย 8 ขวบของพวกเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน ส่วนบุตรสาวกับหลานสาว ก็ตายเพราะใช้ยา Barbiturate เกินขนาด ส่วน Edward McLean ก็พบว่ามีอาการคลุ้มคลั่ง , วิกลจริต และเสียชีวิตในโรงพยาบาลโรคจิต สุดท้าย Harry Winston พ่อค้าเพชรชาวนิวยอร์ก ได้ซื้อ “ Hope Diamond ” และมอบให้แก่สถาบัน Smithsonian Institute ในกรุง Washington, D.C.

ประวัติของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าคือศาสดาของพระพุทธศาสนา คนบนโลกใบนี้หากใครก็ตามนับถือศาสนาพุทธก็จะต้องนับถือพระพุทธเจ้าด้วยเช่นกัน ซึ่งประวัติของพระองค์ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย ลองมาทำการศึกษารายละเอียดให้เข้าใจกันแต่ละช่วงเวลาว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ประสูติพระพุทธเจ้า

ค่ำคืนวันที่พระองค์เสด็จปฏิสนธิในครรภ์ของพระนางสิริมหามายา พระนางได้ทรงนิมิตสุบินว่า มีช้างเผือกงาสามคู่เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ แท่นบรรทม ก่อนจะมีพระประสูติกาล ใต้ต้นสาละ สวนลุมพินีวัน วันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช ทันทีที่พระองค์ได้ประสูติออกมาได้มีพระนามเดิมว่าสิทธัตถะ พร้อมทั้งเดินบนดอกบัวทั้งหมด 7 ก้าว มีการเปล่งวาจาตรัสว่า เราเป็นเลิศสุดในโลก ประเสริฐสุดในโลก การเกิดครั้งนี้คือครั้งสุดท้ายของเรา หลังประสูติกาลได้ 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคต ทำให้เจ้าชาจสิทธัตถะถูกเลี้ยงดูโดยพระนางประชาบดีโคตมี พระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา มีพราหมณ์ได้ทำนายว่า หากเป็นฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิอันยิ่งใหญ่แต่ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก

ชีวิตวัยเยาว์

เจ้าชายสิทธัตถะได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาต่างๆ ทั้งหมด 18 ศาสตร์ พร้อมกันนี้พระบิดาไม่ต้องการให้เป็นศาสดาเอกจึงพยายามทำให้เจ้าชายมีความสุขพร้อมให้ราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ พออายุได้ 16 ปีทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพาหรือพะรนางยโสธรา มีบุตร 1 พระองค์นามว่า ราหุล

ทรงออกผนวช

วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อหน่ายในชีวิตปกติพระองค์ชวนสารถีทรงรถม้าประพาสยังอุทยานทรงได้เห็นคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย และนักบวช ทำให้พระองค์คิดว่าวิธีการจะละพ้นจากความทุกข์คือการครองเพศสมณะ ทำให้พระองค์ทรงออกบรรพชา เมื่อพระชนม์มายุ 29 พรรษา เมื่อพระองค์ไดทรงผนวชแล้วก็มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำคยา แคว้นมคธ พยายามเสาะแสวงหาวิธีการพ้นทุกข์ ได้เข้าศึกษาสำนักต่างๆ แต่เมื่อศึกษาแล้วก็ยังไม่พบว่านี่คือทางพ้นทุกข์ พระองค์จึงเสด็จไปยังแม่น้ำเนรัญชรา ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาแต่ก็ยังไม่พบว่านี่คือหนทางพ้นทุกข์ บรรดาปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ก็เสื่อมศรัทธาและเดินทางกลับ

ทรงตรัสรู้และเผยแพร่คำสอน

พระองค์ได้นั่งสมาธิใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมืองพาราณสี จนในที่สุดพระองค์ก็ทรงตรัสรู้ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะมีพระชนม์ 35 พรรษา พระองค์ได้ทรงออกแสดงธรรมเทศนาเรื่องการพ้นทุกข์ให้กับคนรอบตัวและผู้อื่นจนเกิดความเลื่อมใส

เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นไม้ใหญ่สาละ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนม์ทั้งสิ้น 80 พรรษา และหลังจากพระองค์ดับขันธปรินิพพานก็ถือเป็นการเริ่มต้นของพุทธศักราช

ประวัติของจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire)

ในอดีตเมื่อพูดถึงดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีอารยธรรมจนทำให้คนยุคนี้สามารถศึกษาประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของมนุษย์ยุคก่อนได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นคงหนีไม่พ้นจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ดินแดนซึ่งบอกได้ว่ามีความน่าสนใจในหลายมุมมอง มีประวัติศาสตร์แสนยาวนาน ถือว่านี่คือความน่าสนใจที่นักประวัติศาสตร์นิยมศึกษาและทำความเข้าใจกันอย่างมากเลยก็ว่าได้สำหรับดินแดนแห่งนี้

เรียนรู้ประวัติของจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire)

ชาวเปอร์เซียจัดเป็นชาวอินโดอารยันกลุ่มหนึ่งถิ่นกำเนิดในปัจจุบันก็คือประเทศอิหร่าน มีการก่อสร้างบ้านเรือนบริเวณดังกล่าวขึ้นมาจนกลายเป็นอาณาจักร มีปฐมกษัตริย์นามว่า อาเคมีเนส แห่งราชวงศ์อาเคเมนิค กระทั่งถึงสมัยพระเจ้าไซรัส เปอร์เซียได้ทำสงครามกับอาณาจักรลิเดียแห่งพระเจ้าคริซุสอันถือได้ว่าเป็นอาณาจักรร่ำรวย มั่งคั่ง เข้มแข็ง แต่พวกเขาก็สามารถเอาชนะอาณาจักรลิเดียได้นั่นคือจุดเริ่มต้นอันแท้จริงแห่งความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) หลังเอาชนะอาณาจักรลิเดียได้พระเจ้าไซรัสก็ได้แผ่ขยายอำนาจการปกครองไปยังดินแดนต่างๆ รอบข้างกระทั่งยึดกรุงบาบิโลนได้สำเร็จในปี 539 ก่อนคริสตกาล ส่งผลให้พระองค์สามารถครองพื้นที่บริเวณเมโสโปเตเมียได้ทั้งหมด จากนั้นได้เข้ายึดครองพื้นที่อียิปต์ส่งให้จักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ก้าวขึ้นสูจุดสูงสุดและพระเจ้าไซรัสเองได้รับการขนานนามให้เป็น มหาราช ศูนย์กลางของจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ในอดีตพื้นที่ปัจจุบันคือประเทศอิหร่าน แต่เดิมเมืองหลวงของอาณาจักรแห่งนี้มีชื่อว่า กรุงเอคบาทานา แต่พอพระเจ้าไซรัสได้ขึ้นครองราชย์มีการสร้างเมืองใหม่ที่ เปอร์ซีโปลิส ก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครองล่วงไปถึงรัชกาลของพระเจ้าดาริอุสที่หนึ่ง พระองค์ได้ทรงสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ขึ้นมาชื่อว่า นครสุสา ชาวเปอร์เซียทั่วไปนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ถือเป็นศาสนาประจำอาณาจักร ยืดเอาคัมภีร์อาเวสตา เป็นคัมภีร์อันมีความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลแบ่งออกเป็นฝ่ายดีและชั่ว มีเทพเจ้าแห่งความดีชื่อ อหุรมัสดา เป็นเทพสูงสุด และมีอัครทูตพร้อมเทวทูตจำนวนมากเป็นบริวาร

ในช่วงเวลาดังกล่าวต้องยอมรับว่าจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) ถือเป็นอาณาจักรที่มีประวัติศาสตร์ อารยะธรรมเจริญรุ่งเรืองมาก มีการสร้างเขื่อน ฝาย รางส่งน้ำ เพื่อใช้สำหรับการเพาะปลูก มีระบบชลประทานใต้ดินเรียกว่า คานัต ใช้สำหรับส่งระบบน้ำเข้าสู่เมือง ด้านสถาปัตยกรรมก็มีความโดดเด่นเรื่องการสร้างพระราชวัง การนำเอาศิลปะต่างๆ มาผสมผสานอย่างลงตัว ด้านการทหารมีการพัฒนาจนก้าวไกลเกินหน้าดินแดนอื่นๆ และเป็นกองทัพที่ดีที่สุดในยุคนั้นเลยทีเดียว ถือว่านี่คืออาณาจักรแห่งประวัติศาสตร์ที่คนในยุคนี้ยังต้องศึกษาหลายด้านในความน่าสนใจ