ตำนานที่ยิ่งกว่าตำนานของประวัติศาสตร์โลก

temungjin

วีรชนมากมายในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่หนึ่งเดียวของโลกที่ส่งผลจนถึงปัจจุบัน ทอดตาดูทั่วทั้งแผ่นดินผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งประวัติศาสตร์คงจะหนีไม่พ้นคนๆนี้ เพราะภายใต้การนำของบุรุษผู้นี้ อาณาจักรกว้างใหญ่ไพรศาลเกือบครึ่งค่อนโลกเลยที่เดียว ว่ากันว่าใหญ่กว่า สมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ 4 เท่าอาญาจักรโรมัน 2เท่า พอจะคาดเดาได้แล้วใช่ไหมว่า ตำนานของตำนานผู้นี้คือใครไม่ได้นอกจาก เจงกีสข่าน ซึ่งแปลความหมายได้ว่า ผู้ยิ่งใหญ่ดังมหาสมุทร นามเดิมเรียกกันว่า เตมูจิน

ชีวิตในวัยเด็กของ เตมูจิน นั้นโลดโผนมาก แต่งงานตั้งแต่ 8 ขวบ (ไวมากๆ8ขวบมีเมียและ) กับ บอเต ซึ่งมีอายุมากกว่า เตมูจิน เมื่ออายุเข้าสู่วัยฉกรรจ์ บิดา โดนวางยาพิษจากเผ่าอื่น หลังจากบิดาตาย พี่ชายต่างแม่ก็เป็นใหญ่แทนและได้กดขี่ข่มเหงเตมูจิน เอาแม่เตมูจินทำเมีย ทำให้เตมูจินวางแผนกับน้องชายแทนๆฆ่าพี่ชายต่างแม่ (แม่เตมูจินเป็นเมียคนที่ 3)หลังจากนั้นตัวเองซึ่งทำให้ต้องต่อสู้กับเผ่าต่างๆ ที่เป็นอริกันอยู่นาน แล้วก็โดนจับไปเป็นทาส (ก่อนเป็นใหญ่นี่ชีวิตรันทดมากๆ) แล้วก็หนีจากการเป็นทาส หลังจากนั้นโดนจนกระทั่งได้รวบรวมนักรบเผ่าต่างๆ ที่ได้จากการชนะเผ่าอื่นๆไว้ด้วยกัน (ความสามารถล้วนๆ)และตามฆ่าล้างเผ่าที่วางยาบิดา ต่อจากนั้นก็ตามฆ่าล้างเผ่ามองโกล อื่นจนสิ้น (โหดมาก)

โดยการเอาความคิดที่ว่า ชนเผ่าที่เข้มแข้งปกครองชนเผ่าที่อ่อนแอกว่า อย่างหนึ่งในความสามารถของกองทัพเตมูจิน ที่เรารู้จักกันดี คือ การขี่ม้ายิงธนูที่เก่งเป็นอันดับหนึ่งไม่มีใครเทียบ สงครามทำให้ผู้คนมองเจงกีสข่านเป็นคนป่าเถื่อน แต่จริงๆแล้วเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เนื่องจากเอาอดีตมาผสมผสานกับยุคที่ตัวเองอยู่ เช่น ยกเลิกผลตอบแทนแบบสายเลือด ตอบแทนโดยใช้ความภักดี ซื่อสัตย์แทน ฆ่าคนที่หนี ก่อนแล้วค่อยเก็บของ เก็บผลประโยชน์เข้ากองกลางแล้วแบ่งตามผลงาน ฆ่าหัวหน้าเผ่าอื่น แล้วเอาลูกน้องมาเป็นลูกน้อง จัดกำลังพลเป็นหมวดหมู่ และคิดยุทธวิธีสลับกันยิงธนู 2 แถวหน้ากระดาน

คิดๆดูแล้วสุดยอดใช่ไหมละ เจงกิสข่าน กว่าจะยิ่งใหญ่ได้ต้องลำบากขนาดไหน อาจจะดูโหดเหี้ยมไปบ้าง แต่สถานการณ์สร้างคน และคนๆนี้ ได้สร้างตำนานที่ยิ่งใหญ่ไว้มากมาย มอบความรักให้กับคนที่ซื่อสัตย์และภักดีมากกว่า เลือดเนื้อเชื้อไข

วีรสตรีไทยที่ไม่มีใครไม่รู้จัก

taowsuranari

หากพูดถึงวีรสตรีไทย อันดับต้นๆที่ต้องนึกถึงคือท่านคนนี้ท้าวสุรนารี หรือ ย่าโม อีกชื่อหนึ่งที่รู้จักกัน ตาม

ประวัติศาสตร์ท่านเป็นผู้กอบกู้ เมืองโคราช จากเจ้าอนุวงษ์ จากเวียงจันทร์ ท่านเป็นที่เคารพนับถือจาก คนนครสีธรรมราชเป็นอย่างมากเป็นศูนย์รวมจิตใจเลยก็ว่าได้ ย่าโม มีพี่สาวหนึ่งคน น้องชายหนึ่งคน ได้แต่งงานกับพระยาสุรเดชเดชาฤทธิทศทิศวิชัยหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าปลัดทองคำ ตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาราชการเมือง ย่าโมเป็นคนใจดี แต่ไม่มีบุตรธิดา ทำให้ชาวบ้าน เข้ามาฝากตัวเป็น บุตรและธิดากันมากมาย

วีรกรรรมของวีรสตรีผู้นี้ อาจหาญมากเกินกว่าชายชาตรีบางคนเสียอีก เมื่อปี พ.ศ. 2369 ได้มีการยกทัพบุกเมืองไทยจากประเทศลาว โดยเจ้าอนุวงศ์ ในคราวนั้น ตามประวัติศาสตร์เนื่องจาก ปลัดทองคำได้ไปงานราชการต่างประเทศ ที่เขมร

ทำให้ที่เมืองโคราชมีเพียง ย่าโม และชาวบ้านอยู่เพียงเท่านั้น เมื่อ เจ้าอนุวงศ์ ได้ยกทัพเข้ามาก็ กวาดเอาไปเป็นเชลยศึกทั้งสิ้น

ในคราวนี้เอง ที่ ย่าโมได้เป็นผู้นำของชาวบ้านเข้าต่อสู้กับทหารลาว ภายใต้การนำของท่าน ทหารลาวได้ล้มตายไปเป็นอย่างมาก ทำให้ทัพข้าศึกแตกพ่าย ที่ ทุ่งสัมฤทธิ์ ช่วยให้ประเทศไทยได้เมืองนครศรีธรรมราชหรือโคราชกลับมา จากวีรกรรมครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3) ได้พระราชทานบำเหน็จ แต่งตั้ง เป็นท้าวสุรนารี และพระราชทานเครื่องยศทองคำประดับเกียรติ อันได้แก่ ถาดทองคำใส่หมาก จอกหมากทองคำตลับทองคำ เตาปูนทองคำ คนโททองคำ ขันน้ำทองคำ

หลังจากสิ้นอายุขัย หรืออสัญกรรม ชาวบ้านพร้อมใจกันนำอัฐิของท้าวสรุนารี พร้อมสร้างอนุสาวรีย์ และนำอัฐิประดิษฐานไว้ข้างใน ที่หน้าประตูเมืองชุมพลด้านทิศตะวันตกของโคราชเข้าหากรุงเทพฯ ทั้งนี้ทั้งนั้นท้าวสุรนารี เป็นวีรสตรีคนแรกที่ได้รับการสร้าง อนุสาวรีย์