รู้ไหมนักโทษประหารคนสุดท้ายเป็นใคร

death row inmate           เรื่องราวที่นับว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 6 เลยก็ว่าได้ เป็นเรื่องของนักโทษประหารคนสุดท้ายที่โดนตัดหัวนักโทษคนนี้มีชื่อว่านาย บุญเพ็ง หีบเหล็ก นายบุญเพ็งนั้นได้รับฉายาว่าหีบเหล็กเพราะว่า เค้าเป็นฆาตกรที่ฆ่าคนตายโดยวิธีการฆ่าเสร็จแล้วนำศพไปหั่นเป็นท่อนๆ เพื่อยัดใส่หีบเหล็กและ เขาก็เอาหินใส่ลงไปในหีบเพื่อถ่วงน้ำหนักไม่ให้หีบนั้นลอยขึ้นมาเหนือน้ำ ในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้น นับว่าเรื่องราวของนายบุญเพ็งหีบเหล็ก เป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนในประเทศไทยผวากันเป็นแถบๆ เพราะวิธีการฆ่าของเขาโหดเหี้ยมเกินคนจริงๆ นายบุญเพ็ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้หลังจากที่เขาได้ฆ่านางปริก ซึ่งเป็นคู่รักของเขาที่นัวเนียกันอยู่พักใหญ่นั่นเอง สาเหตุที่นายบุญเพ็งได้ฆ่านางปริกทิ้งเพราะ นางปริกนั้นตั้งท้องและมาเรียกร้องให้นายบุญเพ็งรับผิดชอบเด็กในท้องแต่นายบุญเพ็งไม่ยอมรับผิดชอบ นางปริกจึงโวยวายทำให้นายบุญเพ็ง ไม่พอใจจึงได้หลอกลวงให้นางปริกออกมาเพื่อปล้นทรัพย์และฆ่าทิ้ง นายบุญเพ็งได้นำร่างไร้วิญญาณของนางปริก ใส่หีบและเอาก้อนหินใหญ่ 8 ก้อนใส่ลงหีบไปด้วยเพื่อจะถ่วงหีบไม่ให้ลอยขึ้นมา แต่แล้วเช้าวันต่อมามีชาวบ้านแถวนั้นได้เห็นหีบลอยน้ำมา จึงนำมาเปิดดูและพบกับศพของนางปริกถูกมัดมือและมัดเท้าอยู่ในท่างอตัวนอนอยู่ในหีบ ก่อนหน้านี้แม่ของนางปริกก็ได้ไปแจ้งความไว้แล้ว เพราะนางปริกหายออกจากบ้านไปหลังจากที่ได้รับจดหมายของนายบุญเพ็งที่ส่งมาบอกว่าให้ออกมาหา โดยหลอกลวงนางปริกว่าจะคืนสร้อยคอที่ได้ยืมมา นางปริกจึงแต่งตัวออกจากบ้านไปหานายบุญเพ็ง ผู้หญิงหลายคนที่เข้ามาติดพันนายบุญเพ็งเพราะนายบุญเพ็งนั้นมีวิชาอาคมทำเมตตามหานิยมเลยมีแต่ผู้หญิงมาติดพันรวมไปจนถึงนางปริกด้วย ตำรวจตามไปจับกุมนายบุญเพ็งที่งานแต่งงานของนายบุญเพ็งกับคนรักในไม่กี่วันต่อมา นายบุญเพ็งจึงได้กลายเป็นนักโทษประหาร และในลานประหารนั้นมีคนไปเฝ้าดูกันเยอะมากแต่ในนั้นไม่มีญาติของนายบุญเพ็งเลย ตอนประหารมีชาวบ้านได้เล่าลือกันว่ารอบแรกที่เพชฌฆาตฟันลงหัวนายบุญเพ็งนั้นไม่สามารถทำอะไร เพชฌฆาตจึงสั่งว่ามีอะไรดีก็ให้คลายทิ้งซะ นายบุญเพ็งจึงท่องคาถาเบาๆ หลังจากนั้นเพชฌฆาตจึงตัดหัวของนายบุญเพ็งกระเด็นออกไป หลังจากที่ได้ ประหารนายบุญเพ็งโดยการตัดคอทิ้งแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายบุญเพ็งจึงกลายเป็นนักโทษประหารที่โดนตัดคอทิ้งเป็นคนสุดท้ายนั้นเอง